Business-to-business หรือ B2B เป็นเซกเมนต์ที่เติบโตเร็วที่สุดสำหรับบริษัทใหม่ และบริษัทที่ก่อตั้งมาก่อน Forrester Research ได้โพสต์ไว้เมื่อเดือนมกราคม 2562 ว่า B2B e-commerce ของสหรัฐอเมริกา”จะมียอดถึง 1.8 ล้านล้านเหรียญ ซึ่งคิดเป็น 17% ของยอดขาย B2B ทั้งหมดในสหรัฐอเมริกาในปี 2566”

การบริการในระหว่างธุรกิจด้วยกันเองกำลังเติบโต โดยมีสาเหตุหลักจากโอกาสต่างๆ มากมาย เช่น Digital businesses สามารถจัดส่งผลิตภัณฑ์ สามารถจัดหาผลิตภัณฑ์ขายส่ง สินค้าค้าปลีก บริการ หรือการจัดจำหน่าย ซึ่งมีทั้งที่เรียบง่าย เช่น บริการทำความสะอาดสำหรับสำนักงาน หรือกรณีที่ซับซ้อน เช่น ผู้จำหน่ายซอฟต์แวร์ บริษัทของผมเป็นบริษัท B2B e-commerce และเราได้รวบรวมข้อสรุปในบทความนี้จากการวิจัยและประสบการณ์ที่ผ่านมา และนี่คือเหตุผลบางอย่างที่ผู้ซื้อจำนวนมากต่างนิยมโลกแบบ digital B2B มากกว่าจำนวนบริการ

เข้าถึงฐานลูกค้าที่ใหญ่ขึ้น: นำมาสู่ธุรกรรม B2B ออนไลน์ที่เพิ่มขึ้น

Net Solutions ได้ทำการวิจัยในเดือนมกราคม 2563 เกี่ยวกับสถานะของ B2B e-commerce ซึ่งพบว่า B2B ได้ยึดเอาตลาดแบบธุรกิจสู่ลูกค้า (B2C) เป็นแบบอย่าง และพยายามนำกลยุทธ์การเติบโตนั้นมาปรับใช้

บริษัท B2B หลายแห่งกำลังย้ายไปบนโลกออนไลน์เพราะฐานลูกค้าของพวกเขาอยู่ที่นั่น ลูกค้าต้องการความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และบริการที่มี เพื่อค้นหารายการหรือซอฟต์แวร์ที่ดีที่สุดที่ตอบสนองต่อธุรกิจของพวกเขา Forrester Research พบว่า 74% ของผู้ซื้อในแบบ B2B ดำเนินการวิจัยออนไลน์ก่อนซื้อ การศึกษาและตำราที่มีค่าจำเป็นต้องดำเนินการไปด้วยกัน และ บริษัท B2B จำนวนมากจะมอบความรู้

ในทำนองเดียวกัน เรามักใช้สมาร์ทโฟน แท็บเล็ตและอุปกรณ์มือถืออื่นๆในการซื้อ Net Solutions เผยว่า 91% ของลูกค้า B2B ใช้โทรศัพท์มือถือในการค้นหาผลิตภัณฑ์ และ 25% ใช้เพื่อทำธุรกรรม ดังนั้น บริษัท B2B จำเป็นต้องมีหน้าร้านและหน้าเว็บที่ใช้งานง่ายและสะดวกในการเข้าถึง พวกเขาจำเป็นต้องใช้การอัปเกรดให้เป็นแพลตฟอร์มที่ผู้ใช้สามารถเข้าถึงและสั่งซื้อได้ง่ายขึ้น ตัวอย่างเช่นผู้จัดการสำนักงานจะต้องการคำนวณงบประมาณในอนาคตและตรวจสอบการซื้อที่ผ่านมาตามลำดับ

ทั้งนี้ข้อกังวลอีกประการหนึ่งก็คือการจัดส่งสินค้า บริษัท B2B จำเป็นต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าพวกเขาสามารถให้ Amazon ได้ในสองวัน หรือให้ผลประโยชน์อื่น ๆ หากพวกเขาไม่สามารถทำได้ตามมาตรฐานนั้น นี่ทำให้ที่ผู้ค้าส่งสามารถโดดเด่นขึ้นมาด้วยการทำ drop shipping หรือส่งผลิตภัณฑ์เมื่อลูกค้าทำการสั่งซื้อ การทำ Drop shipping ไม่เพียงแต่ช่วยลดแรงกดดันในการจัดส่ง แต่ยังลดความเสี่ยงในการสะสมสินค้าคงคลังที่ไม่ได้ใช้ บริการ B2B e-commerce หลายแห่งกำลังทำงานเพื่อเติมเต็มตลาดเฉพาะกล่ม และเพิ่มประสิทธิภาพภายในตลาด

ตัวเลือกการชำระเงิน

โดยปกติแล้ว ธุรกิจจะต้องจชำระค่าสินค้าและบริการด้วยเงินสดเช็คหรือบัตรเครดิต ในขณะที่บัตรเครดิตมีประโยชน์ตรงที่ทำให้เจ้าของและผู้จัดการสามารถสร้างเครดิตให้กับธุรกิจของพวกได้ แต่ก็พบว่ามีความไม่ยืดหยุ่น ลูกค้า B2B หลายรายมีแนวโน้มที่จะหลีกเลี่ยงความไม่สะดวกเหล่านี้

อินเทอร์เน็ต และ e-commerce มีตัวเลือกการชำระเงินที่หลากหลายมากขึ้น นอกเหนือจากการโอนเงินผ่านบัญชีธนาคารและบัตรเครดิต ผู้จัดการสำนักงานมักจะสามารถชำระเงินผ่าน PayPal, Venmo, Apple Wallet หรือสกุลเงินดิจิทัลอื่น ๆ PayPal ยังเสนอบัตรเครดิตเพื่อให้ธุรกิจสามารถใช้ประโยชน์จากนโยบายนี้ได้ สิ่งนี้จะช่วยลดอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้นสำหรับผู้ประกอบการที่ไม่มีประสบการณ์หรือผู้ประกอบการรายใหม่ ๆ

ในขณะที่ผู้ให้บริการแต่ละรายล้วนมีข้อเสียต่างกัน เช่น บางครั้ง PayPal จะอายัดบัญชีโดยปราศจากเหตุผล และใช้เวลาเป็นเดือน ๆ กว่าที่จะให้ผู้ใช้เข้าถึงบัญชีได้ นอกจากนี้พวกเขายังเสนอทางเลือกอื่น ๆ ที่มีสะดวกสบาย เช่นผู้ใช้สามารถติดตั้ง Venmo บนโทรศัพท์และชำระเงินผู้ขายได้อย่างรวดเร็ว ความยืดหยุ่นนี้หมายความว่าผู้จัดการไม่จำเป็นต้องพึ่งพาแหล่งการชำระเงินสำหรับธุรกรรมเหล่านั้นเพียงเจ้าเดียว

Cryptocurrencies เป็นสกุลเงินที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่ และไม่แน่นอน Cryptocurrency ใช้เทคโนโลยี blockchain เพื่อกระจายการจ่ายเงิน ธุรกิจที่สามารถรับมือกับตลาดที่มีความเปลี่ยนแปลง มีแนวโน้มที่จะลงทุนใน Bitcoin หรือ cryptocurrencies อื่นๆ เพื่อรับผลตอบแทนจากการลงทุนของพวกเขา ซึ่งอาจเป็นตัวเลือกหนึ่งที่ใช้งานได้ ขณะที่ธุรกิจอื่นสามารถใช้ cryptocurrencies เพื่อทำธุรกรรมสำหรับผลิตภัณฑ์และบริการตามปกติ

ผู้ซื้อ B2B จำนวนมากอายุน้อย และต้องการประสบการณ์ที่ตอบโจทย์เฉพาะตัว

Gen X และ Gen Y เป็นผู้ใช้ B2B e-commerce ในระดับต้นๆ โดย Gen X เป็นรุ่นที่เกิดในช่วงปี 1980 และต้นทศวรรษที่ 90 ตามด้วย Gen Y หรือที่เรียกกันในนาม มิลเลเนียล โดยเกิดระหว่างปี 1981 และ 1996 โดยทั้งสองกลุ่มนี้จัดเป็นผู้เล่นหลักและผู้มีอำนาจตัดสินใจทางธุรกิจ

นักวิจัย B2B หรือลูกค้าที่มีศักยภาพที่ค้นหาข้อมูลผลิตภัณฑ์และบริการใดๆ เพื่อประเมินมูลค่าของผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ ซึ่งอาจพิสูจน์ได้ว่าคนรุ่น

มิลเลนเนียล มีพลังในธุรกิจประเภทนี้ ในปี 2558 Google ได้ทำการวิจัยและพบว่า 46% ของนักวิจัย B2B มีอายุอยู่ในช่วง 18 ถึง 34 ปี มิลเลนเนียล หลายรายต้องการประสบการณ์ที่ดียิ้งขึ้นเมื่อทำการซื้อทางออนไลน์ พวกเขาจะแสวงหาความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่พวกเขาต้องการสำหรับสำนักงานหรือพื้นที่ทำงานดิจิทัลให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ นั่นหมายความว่าหน้าร้านในอุดมคติจะใช้งานง่ายบนอุปกรณ์ดิจิตอลใด ๆ พร้อมตัวเลือกสำหรับการทำธุรกรรมที่รวดเร็ว และการเก็บบันทึกที่มีประสิทธิภาพ บันทึกการติดตามสำหรับการซื้อช่วยให้พวกเขาตัดสินใจบนข้อมูล ซึ่งเพิ่มความมั่นใจในบริษัท ที่ให้ประวัติ

โซลูชั่นที่เป็นไปได้คือการออกแบบแอปสำหรับธุรกิจของคุณเอง หรือจ้างหน่วยงานภายนอกสร้างแอปนั้น บริษัทหลายแห่งมีแอพเหล่านี้เช่น Whole Foods ที่มี QR code เพื่อให้สามารถ เช็คเอาท์ที่ร้านขายของชำได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ว่าเราจะไม่แนะนำธุรกิจ e-commerce ให้แข่งกับบริษัทใหญ่ แต่คุณสามารถเรียนรู้ได้จากพวกเขา

ประการแรก คุณสามารถอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า โดยเราจะใช้แอปเหล่านี้ทำธุรกรรมภายใน หรือธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับบริษัทของคุณ ถ้าลูกค้าสามารถซื้อได้งาย ก็มีโอกาสที่เขาจะซื้อเป็นอย่างมาก

ประการที่สอง เราสามารถสร้างให้ลูกค้าเกิดความภักดี คุณสามารถให้รางวัลผู้บริโภคเหล่านี้เมื่อเขาทำการซื้อหลายครั้ง รวมทั้งติดตามแนวโน้มทั่วไป ยิ่งคุณมีข้อมูลมากเท่าไหร่ก็ยิ่งมีโอกาสที่จะการเติบโตมากขึ้นเท่านั้น

เมื่อเราก้าวย่างเข้าสู่ช่วงปี 2020 และเติบโตภายใต้การค้าโลกแบบ B2B และด้วยการขยายตัวของเทคโนโลยี คุณก็มีโอกาสที่จะได้ส่วนแบ่งการตลาดที่เพิ่มสูงขึ้น จงเชื่อมั่นในนักการตลาด B2B ของคุณ และงานวิจัยของพวกเขาที่จะช่วยให้คุณยกระดับให้สูงขึ้น

โพสต์โดย
Duran Inci
ที่ปรึกษาด้าน IT ที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับธุรกิจอิเลคทรอนิคในด้านดิจิตอลมาร์เก็ตติ้ง อีคอมเมิร์ซ และ integrations มากว่า 10 ปี ผู้ร่วมก่อตั้ง และ COO ของ Optimum7

ที่มา Forbes ลิงค์ https://www.forbes.com/sites/theyec/2020/04/21/why-b2b-e-commerce-is-a-top-growth-sector-today/#213d12513043